“เอดส์-HIV” รีเทิร์น...เมื่อ “เพศศึกษาไทย” ตกยุค?

แม้โลกทางการแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้า จนทำให้ HIV และเอดส์ กลายเป็นโรคที่รักษาและควบคุมได้ แต่ระบบสาธารณสุขไทยต้องเผชิญกับ “สัญญาณเตือนระดับวิกฤต” อีกครั้ง เมื่อยอดสะสมผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลจาก “ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน” นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดัง และเป็นเจ้าของเพจ "หมอแล็บแพนด้า" ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ปี 2569 ไทยติดเชื้อ HIV สะสมทะลุ 550,000 คน โดยพื้นที่ภาคกลาง พบผู้ติดเชื้อสูงสุด 2.1 แสนคน ตามมาด้วยภาคอีสาน 1.3 แสนคน ภาคเหนือ 6.7 หมื่นคน ภาคตะวันออก 6.4 หมื่นคน ภาคใต้ 5.8 หมื่นคน และภาคตะวันตก 2.4 หมื่นคน จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น ใช่เพียงสถิติทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวของการสร้างการตระหนักรู้ในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ที่ถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ปรากฏการณ์กรณีผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีจุดเริ่มต้นสำคัญจาก “มายาคติ” ของวัยรุ่นยุคปัจจุบัน โดยภาพจำของโรคเอดส์ที่เคยน่ากลัวถูกลบเลือนด้วยความเชื่อผิดๆ มีการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินจริง เพราะคิดว่าตนเองไม่มีทางโชคร้ายที่จะติดเชื้อแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่า “ติด...ก็แค่กินยา” ส่งผลให้ละเลยเครื่องมือป้องกันพื้นฐานที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดอย่าง “ถุงยางอนามัย” จาก "โรคที่น่ากลัว" สู่ "ความชะล่าใจ" เพราะนับตั้งแต่ที่วงการแพทย์ ได้พัฒนายาต้านไวรัส (ART) รวมทั้งยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (PrEP) และยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ (PEP) ส่งผลให้กลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากมองว่า HIV ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตอีกต่อไป แต่เป็นเพียงโรคเรื้อรังที่กินยาก็หายหรือควบคุมได้ และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โรคร้ายนี้กลับมาระบาดหนัก มาจากระบบการสื่อสารและวิชาเพศศึกษาของไทย ที่ไม่ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ระบบการศึกษาของไทยยังคงเน้นการสอนเพศศึกษาแบบ "ตักเตือนและขู่ให้กลัว" ซึ่งใช้ไม่ได้ผลกับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ต้องยอมรับว่า ในสังคมไทยยังตีตราถุงยางอนามัยในเชิงลบ ส่งผลให้วัยรุ่นหลายคนรู้สึกอายเมื่อต้องซื้อถุงยางอนามัย หรือถูกคู่นอนมองว่า "ไม่ไว้วางใจ" หากขอให้สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ สิ่งที่น่าตกใจของการระบาดในรอบนี้ แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา เพราะเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติระบาดวิทยา พบว่า สัดส่วนของกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้น  โดยในช่วงปี พ.ศ.2540 – 2550 กลุ่มผู้ติดเชื้อจะเป็นวัยทำงาน มีอายุระหว่าง 25–49 ปี โดยติดเชื้อจากการซื้อขายบริการทางเพศ และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน แต่ในช่วงปี พ.ศ.2568 – 2569 พบว่า กลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่มีอายุระหว่าง 15–24 ปี โดยส่วนใหญ่จะติดเชื้อจากการนัดพบกันผ่านแอปฯ ต่างๆ หรือตามสถานบันเทิง และมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ป้องกัน

จากตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 5.5 แสนคนในปี 2569 ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับชาติ และกำลังเป็นภัยเงียบที่กัดกินกลุ่มเยาวชนไทย การปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไร้การปฏิรูปเชิงรุก เท่ากับว่าเรากำลังแลกอนาคตและแรงขับเคลื่อนหลักของประเทศกับภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุขไทยในระยะยาว ทางออกของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การฝากความหวังไว้กับ “ยารักษา” เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมอย่างจริงจัง ภาครัฐและระบบสาธารณสุขจะต้องทลายกำแพงการเข้าถึงบริการ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเท่าทันยุคสมัย และเลิกสร้างตราบาปต่อเรื่องเพศ ขณะที่เยาวชนจะต้องเปลี่ยนมุมมองว่า การสวมถุงยางอนามัยและการป้องกัน ไม่ใช่เรื่องของ “ความกลัว” หรือ “ความอาย” แต่คือ “สติและความรับผิดชอบ” ต่อชีวิตตนเองและคู่นอน ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อหยุดระเบิดเวลาลูกนี้ ก่อนที่คำว่า “ติด...ก็แค่กินยา” จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพง เกินกว่าที่สังคมไทยจะจ่ายไหว.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar