จังหวัดชัยนาท – ตามที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการ “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ด้วยการกำหนดราคาอาหารจานละไม่เกิน 40 บาท โดยตั้งเป้าดึงผู้ประกอบการร้านข้าวแกงเข้าร่วมโครงการ 1 แสนร้านค้า พร้อมสนับสนุนเงินทุนร้านละ 3,000 – 10,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้นั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็น ณ ร้าน “เอ๋ ข้าวแกง” ร้านชื่อดังย่านถนนพหลโยธิน ตำบลบ้านกล้วย อำเภอเมืองชัยนาท ซึ่งเป็นร้านที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่มีการใช้สิทธิ์ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม นายอำนาจ ทองดอนเนียน อายุ 42 ปี เจ้าของร้านเอ๋ ข้าวแกง ได้แสดงทัศนะต่อโครงการ “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ว่า ในมุมมองของผู้ประกอบการมองว่าโครงการนี้อาจไม่ค่อยมีความเหมาะสมนัก เนื่องจากต้นทุนของแต่ละร้านมีความแตกต่างกัน ทั้งค่าเช่าที่ ค่าแรงงาน และค่าวัตถุดิบ ซึ่งหากดำเนินโครงการโดยไม่ควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ จะทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบโดยตรงและไม่คุ้มทุน
นายอำนาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือการควบคุมราคาสินค้าและวัตถุดิบ อาทิ ข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผัก กะทิ และก๊าซหุงต้ม เนื่องจากปัจจุบันราคาวัตถุดิบมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะปรับลดลง การจัดการที่ต้นทางจะเป็นการช่วยเหลือที่ยั่งยืนกว่า “โครงการนี้อาจจะดีต่อผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริงไม่ช่วยแก้ปัญหาให้กับร้านค้าอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ทางร้านคงต้องรอดูกระแสตอบรับจากลูกค้าอีกครั้ง เนื่องจากเข้าใจดีว่าผู้บริโภคก็ต้องการให้เกิดโครงการดังกล่าวขึ้น”
ในขณะที่มุมมองจากฝั่งผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นพนักงานขับรถส่งอาหาร (ไรเดอร์) ได้แสดงความเห็นในอีกมุมหนึ่งว่า โครงการนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและมีประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากตนต้องรับประทานอาหารนอกบ้านทุกวัน และในปัจจุบันรายได้จากการส่งอาหารลดน้อยลงสวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดังนั้นมาตรการลดราคาอาหารจึงเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ใช้แรงงานได้อย่างเป็นรูปธรรมและช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง