<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่นรอบรั้ว]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/index/id/495</link>
<atom:link href="https://region8.prd.go.th/th/content/category/index/id/495" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA["พลพีร์" ลุยปราบ นอร์มินีทุนเทาต่อเนื่อง เผยตัวเลข 14,000 บ.น่าสงสัย เร่งตรวจสอบเส้นเงิน ผับห้วยขวาง ไม่คาดคิดสะเทือน สน.ห้วยขวาง เพราะไม่รู้เป็นพื้นที่สน.ใด]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/537637</link>
<guid isPermaLink="false">5b1d33b4ccb82db3b200a30530ea2667</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 16:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการปราบปรามธุรกิจนอร์มินีในพื้นที่ห้วยขวาง และกรุงเทพกรุงเทพมหานคร ว่าเมื่อรับทราบข้อมูลว่าพื้นที่ใดในกรุงเทพฯหรือจังหวัดใดที่สงสัยว่าจะมีบริษัทนอมินี กรมการปกครองจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ก็จะร่วมทำข้อมูลเมื่อมั่นใจว่าบริษัทใดเป็นนอมินี ก็จะดูรายละเอียดให้มากขึ้น โดยเฉพาะใบอนุญาตประกอบกิจการ หากไม่มีก็จะเข้าไปตรวจ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังมีอีกหลายจุดรวมถึงจังหวัดภาคกลางและภาคเหนือที่เตรียมจะดำเนินการ&nbsp;</p>

<p>&nbsp;นายพลพีร์ กล่าวว่ากระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลบริษัทที่อาจเข้าข่ายทั้งประเทศมี 2,314 บริษัท ถือครองที่ดิน 5,800 กว่าแปลง มูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งสัปดาห์หน้าจะเชิญกรมที่ดินเข้ามาพูดคุยและยังมีอีก 14,000 บริษัท ที่สงสัยว่าจะเป็นนอมินี ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนเพิ่มเติม&nbsp;</p>

<p>ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจะเข้าไปดำเนินการอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า 2 ภารกิจหลักที่กรมการปกครองได้ยินเอ่ยชื่อหน่วยงานอื่นๆและข้าราชการ ตนก็รู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งตอนนี้กำลังไปดูว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นใคร อย่างกรณีที่ห้วยขวาง&nbsp;</p>

<p>ส่วนเหตุจับ 577 ผับ ถือเป็นแรงกระเพื่อ สน.ห้วยขวางในการลุยจับนอมินีหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า จริงๆไม่ได้ตั้งใจไปตรงนั้น ตอนไปดำเนินภารกิจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สน.ไหนเป็นผู้ดูแลตรงนั้น เพราะในถนนรัชดา-ห้วยขวางมีถึง 3 สน. เราไม่ทราบเลยว่าเป็น สน.ห้วยขวางเลยซะทีเดียว ซึ่งกรมการปกครองกำลังทำการบ้าน ถ้าเจอสถานที่ว่าทำผิดก็จะดำเนินการ โดยต้องช่วยกันกรุงเทพฯจะได้สะอาดขึ้น พร้อมย้ำว่า จะประสานกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ให้ตรวจสอบเรื่องการโอนหุ้นของแต่ละบริษัท รวมถึงบางเรื่องอาจต้องปรึกษา ปปง. เพื่อดูเส้นเงินด้วย ถึงแม้ว่าจะย้ายหนีแต่ก็หนีไม่พ้น เราต้องการที่จะปราบจริงๆ แต่ยอมรับว่าบริษัทสีเทาก็ยังคงผุดเป็นดอกเห็ดเรื่อยๆ และจะกัดกร่อนคนไทยไปเรื่อยๆ</p>

<p>ขณะที่กรุงเทพมหานครมีคำสั่งปิดสถานบันเทิงย่านสะพานควายชั่วคราว นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนคิดว่า กทม. ได้เห็นภารกิจที่ห้วยขวาง และมีหลายสื่อที่พูดถึงร้านดังกล่าว กทม.เลยไปดู ซึ่งตนทราบว่าที่ห้ามใช้สถานที่เพราะเป็นเรื่องสาธารณสุข แต่ตนคิดว่ายังมีอย่างอื่นที่ กทม. สามารถดำเนินการได้ เช่นเรื่องโครงสร้างของอาคาร ใบอนุญาตต่างๆ จึงต้องฝากผู้ว่า กทม. เข้าไปดู&nbsp;</p>

<p>นายพลพีร์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเราได้ไปต่อยอดร้านสนุกเกอร์แห่งหนึ่งที่พบว่าเป็นเจ้าของเดียวกันกับร้านที่สะพานควาย มีการเปิดให้บริการเหมือนกันกับร้านที่ถูกปิดไป แต่เมื่อวานนี้มีการนำป้ายมาติดแจ้งว่าปิดปรับปรุง เมื่อเราทำเรื่อยๆก็จะมีข้อมูลผุดขึ้นมาเรื่อยๆ</p>

<p>ข่าว ลีลีญา อุปพงค์ nbt</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260901c23b60d4ac080a1ba708246f5a3f2574164656.jpg' type='image/jpg' length='101524' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.สัญจร สงขลา 69 ศูนย์ดำรงธรรม เปิดจุดรับเรื่องร้องทุกข์ อำนวยความสะดวกประชาชน สะท้อนปัญหาถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง ย้ำ “ไม่ปิดกั้น”]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/537635</link>
<guid isPermaLink="false">f7785fad40878e20f60e841c1e9b0b6c</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 16:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>บริเวณด้านหน้าอาคารคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายพันศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดจุดบริการรับเรื่องราวร้องเรียนร้องทุกข์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ต้องการสะท้อนปัญหาและยื่นเรื่องถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร จังหวัดสงขลา</p>

<p>จุดรับเรื่องดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถสื่อสารปัญหา ความเดือดร้อน และข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลได้โดยตรง โดยมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้บริการ เพื่อรับเรื่อง ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น และประสานส่งต่อไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ</p>

<p>นายพันศักดิ์ กล่าวว่า การเปิดจุดรับเรื่องราวร้องทุกข์ในช่วงที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เป็นภารกิจตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและเครือข่ายภาคประชาชนสามารถนำปัญหาและข้อร้องเรียนมาสะท้อนต่อรัฐบาลได้โดยตรง</p>

<p>กระทรวงมหาดไทย โดย ศูนย์ดำรงธรรมได้เข้ามาร่วมปฏิบัติงานในลักษณะ &ldquo;ศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้า&rdquo; บูรณาการเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการ ฝ่ายความมั่นคง และตำรวจ เพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการยื่นเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งการจัดจุดบริการครั้งนี้มีเจตนารมณ์สำคัญคือ การเปิดพื้นที่รับฟังเสียงของประชาชนโดยไม่มีการปิดกั้น และเป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอย่างใกล้ชิด</p>

<p>&nbsp;ข่าว ณัฎยา ไสยวิริยะ สวท. ยะลา&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/202609013062450adbb3131d6750e928b3f4d2f6164458.jpg' type='image/jpg' length='132467' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ไฟเขียวประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครอง 3 ภัย 30 ล้านครัวเรือน รัฐช่วยค่าเบี้ย บ้านเสียหายรับสูงสุด 1 แสนบาท เสียชีวิต 2 ล้านบาท]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/537633</link>
<guid isPermaLink="false">721dada6bf8b712fe20f6953c42c20f2</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ&nbsp;การจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว&nbsp;</p>

<p>สำหรับแนวทางดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่รอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงดำเนินการเยียวยา มาเป็น &ldquo;การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า&ldquo; โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน</p>

<p>ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วและมีวงเงินช่วยเหลือมากกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>

<p>สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า</p>

<p>- กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน&nbsp;</p>

<p>- กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน</p>

<p>-กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท</p>

<p>ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม</p>

<p>ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติถือเป็นการปรับแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐในเชิงรุก จากการ &ldquo;รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา&rdquo; สู่การ &ldquo;เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo; เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>

<p>ข่าว ภัทราพร&nbsp; มาละโส&nbsp; nbt</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/202609019b42d9b31305d100268c07890e098de6164241.jpg' type='image/jpg' length='96664' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ชลประทาน รับมือฝนเพิ่ม ยึด “ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย” สร้างความมั่นคงด้านน้ำ]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/537631</link>
<guid isPermaLink="false">61886506c8a0cdd35fb59688664e913e</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 16:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวโน้มฝนที่เพิ่มขึ้นระยะนี้ ซึ่งอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กรมชลประทานจึงได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ พร้อมปรับการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในแต่ละพื้นที่</p>

<p>ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 51,377 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 67 ของความจุรวม และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 25,289 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่อ่างเก็บน้ำหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 15,361 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุรวม สามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 9,421 ล้าน ลบ.ม.</p>

<p>นายวิทยา กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในระยะนี้ กรมชลประทานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่าง &ldquo;ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย&rdquo; โดยในพื้นที่ที่มีฝนตกและมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น จะบริหารจัดการเพื่อเพิ่มการเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดน้ำหลากหรือคาดว่าปริมาณน้ำเกินศักยภาพการรองรับ จะปรับการระบายน้ำตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อประชาชน</p>

<p>สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานยังคงบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยควบคุมการรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก พร้อมพิจารณาการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือเขื่อนและสถานการณ์น้ำด้านท้ายเขื่อน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำให้มากที่สุด</p>

<p>&ldquo;การบริหารจัดการน้ำในช่วงนี้ ต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งสองด้าน คือ ต้องพร้อมรับมือฝนที่อาจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต้องไม่ปล่อยโอกาสในการเก็บกักน้ำให้สูญเปล่า เพราะน้ำที่สามารถเก็บไว้ได้ในช่วงปลายฤดูฝน จะกลายเป็นน้ำต้นทุนสำคัญสำหรับใช้ในช่วงฤดูแล้ง&rdquo; นายวิทยา กล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ กรมชลประทานได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำอย่างประณีต โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำต้นทุน ปริมาณฝนที่คาดการณ์ ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง และความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสม เพื่อรองรับฝนที่อาจตกหนักในระยะต่อไป และเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยให้เร่งเก็บกักน้ำ</p>

<p>ขณะเดียวกัน กรมชลประทานยังคงดำเนินมาตรการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบอาคารชลประทาน ระบบระบายน้ำ คันกั้นน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากร รวมถึงเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดผลกระทบจากฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้น</p>

<p>นอกจากการรับมือสถานการณ์น้ำในปัจจุบันแล้ว กรมชลประทานยังให้ความสำคัญกับการวางแผนน้ำล่วงหน้า โดยจะติดตามแนวโน้มสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนที่จะมีเพียงพอสำหรับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2569/2570 พร้อมวางแผนจัดสรรน้ำไว้เป็นต้นทุนสำหรับการใช้น้ำในอนาคต ให้เกิดความสมดุลระหว่างการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม สร้างความมั่นคงด้านน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260901f9a52f14964105abdc375c750cf47307163959.jpg' type='image/jpg' length='142567' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ตำรวจสุพรรณบุรี ขยายจาก 10 เม็ด สู่ 1.8 ล้าน แก้งค์ค้ายา เช่าบ้านพักยา วางไฟช็อตกันโดนบุก ]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/527411</link>
<guid isPermaLink="false">2797f2eb07b1d6eda0b1af449d13a361</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 15:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สุพรรณบุรี ค่ำวันที่ 30 กรกฎาคม 2569​ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปราบปรามยาเสพติด จ.สุพรรณบุรี​ สนธิ​กำลังเจ้าหน้าที่​ฝ่ายปกครองนำโดย นายณัฐพงษ์ สงวนจิต​ร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี​ พ.อ.ณัฐติพงษ์ ตะโกใหญ่ รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.พ. (ท.) นายธราธิป แย้มมณฑา นายอำเภอดอนเจดีย์, ชุดพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบที่บ้านเช่าเลขที่ 39 หมู่ 3 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบยาบ้า ใส่ในกระสอบ จำนวนมากซุกซ่อนอยู่ในห้องน้ำ ในบ้านเช่าหลังดังกล่าว เบื้องต้นเป็นยาบ้า ตีตราเช และปิกาจู้ 999 ประมาณ 1,800,000 เม็ด มูลค่า กว่า 13 ล้านบาท</p>

<p>ซึ่งขณะเข้าตรวจสอบ เมื่อมาถึงพบบ้านปิดล็อค หน้าต่างมีการปิดบังด้วยถุงพลาสติกสีดำ เจ้าหน้าที่จึงทำการถอดกระจกเพื่อเข้าตรวจสอบ แต่มีเหล็กดัด ติดอีกชั้น เมื่อเจ้าหน้าที่จะพังเหล็กดัด พอมือจับกลับโดนไฟดูด พอตรวจสอบพบไฟฟ้าช็อตวัว กลุ่มเครือข่ายยาเสพติด ได้เกี่ยวสายไฟไว้กับเหล็กดัดเพื่อป้องกันคนเข้ามาในบ้านเช่า เจ้าหน้าที้ต้องชักปลั๊กไฟ ก่อนเข้าตรวจสอบ พบยาเสพติดล็อตใหญ่ซุกซ่อนในห้องน้ำ และห้องนอนพบมีราวเสื้อผ้า คาดว่าเป็นของคนเฝ้ายาเสพติด</p>

<p>จากการเปิดเผยของ นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผวจ.สุพรรณบุรี ได้กล่าวว่าก่อนหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนเจดีย์ จับกุมผู้เสพยาเสพติดจำนวน 10 เม็ด จากนั้นขยายผล ต่อเนื่องมาจนได้เบาะแสเครือข่ายยาบ้า มีการนำมาพักไว้ที่บ้านหลังดังกล่าว จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย โดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีระกูล ได้กำหนดนโยบาย บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฏร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันฑพาล</p>

<p>ทางด้านพล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี​ ได้กล่าวชื่นชม ครั้งนี้นับเป็นการขยายผลจากเจ้าหน้าที่ในท้องที่ ซึ่งมีการประสานงานกับ พ.ต.อ.เจษฏา พานิชวงศ์ ชุดสืบสวนขยายผลยาเสพติด ภ.จว.สุพรรณบุรี​ จนนำไปสู่การจับกุมได้จำนวนมาก ในพื้นที่เป็นการตัดวงจรยาเสพติดไม่ให้สู่ สุพรรณบุรี</p>

<p>จากนั้นนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี ได้ไปตรวจสอบหน้าต่างเหล็กดัดบ้านเช่า ที่มีการต่อสายไฟเอาไว้ช็อตป้องกันคนบุกรุก ซึ่งบ้านหลังดังกล่าว เจ้าของเดิมได้เสียชีวิตในบ้านหลังนี้หลายวัน กว่าจะมีคนมาพบศพจนขึ้นอืด ทำให้ไม่มีคนอยู่ จึงปล่อยให้คนอื่นเช่า ซึ่งจะติดตามจับกุมเครือข่ายแก้งค์นี้มาดำเนินคดีต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/2026073191b50d9b5f03dcc404e86001c03dfa89154024.jpg' type='image/jpg' length='127160' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จังหวัดสระบุรี จัดกิจกรรมโครงการพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธรรมนาวา "วัง" ]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/527407</link>
<guid isPermaLink="false">fd8cb01381842e5dfc04c996224ca0e1</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 15:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (31 ก.ค.2569) เวลา 13.30 น. ที่วัดกุ่มหัก ตำบลกุ่มหัก อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี มอบหมายให้ นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานในพิธีการจัดกิจกรรมตามโครงการพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ธรรมนาวา &quot;วัง&quot; ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 จัดโดยคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี ภาค 2 และประชาชนชาวจังหวัดสระบุรี มีพระราชวชิรมงคลวิสิฐ เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสวัดมงคลชัยพัฒนา พระอารามหลวง จังหวัดสระบุรี พร้อมพระเถรานุเถระในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เข้าร่วมพิธี</p>

<p>ในการนี้ นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานจุดธุปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น ถวายความเคารพและจุดเครื่องทองน้อย เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทั้งได้ถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมพระราชทาน แด่พระครูโสภณประชากิจ เจ้าอาวาสวัดกุ่มหัก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการนี้พระวชิรธรรมวาที เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุทุมพร ตำบลลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นองค์บรรยายพิเศษหลักธรรมพระราชทาน ธรรมนาวา &quot;วัง&quot; ให้กับพุทธศาสนิกชนที่ร่วมในพิธี เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้</p>

<p>หลังจากจบการบรรยายธรรม โดยมีพิธีสวดพระพุทธมนต์บทรัตนปริตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา</p>

<p>ธรรมนาวาวังคือแนวทางหนึ่งซึ่งได้น้อมนำหลักธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธองค์ทรงประกาศไว้มาศึกษาและปฏิบัติด้วยตระหนักถึงคุณค่าของพระพุทธธรรมว่าเป็นเครื่องชี้ทางสว่างแห่งปัญญาอันจะนำมาซึ่งความพ้นทุกข์ซึ่งมีขั้นตอนการปฏิบัติตน 7 ขั้นตอนเป็นลำดับการเรียนรู้ทางแห่งดับทุกข์ ได้แก่ ขั้นที่ 1 ระลึกถึงพระรัตนตรัย ขั้นที่ 2 ทักอารมณ์ ขั้นที่ 3 ท่องธาตุกัมมัฏฐาน 4 ขั้นที่ 4 พิจารณาร่างกาย 6 ขั้นตอน ขั้นที่ 5 การท่องขันธ์ 5 และแยกขันธ์ 5 ขั้นที่ 6 เรียนรู้ขันธ์ 5 หรือดูขันธ์ 5 เกิด-ดับจับอารมณ์ลงขันธ์ และขั้นที่ 7 พิจารณาขันธ์ 5 ลงอริยสัจ 4</p>

<p>แต่ละขั้นตอนเปรียบเสมือนยา 7 เม็ดซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่น้อมนำไปปฏิบัติประสบหนทางแห่งความพ้นทุกข์มีหลักธรรมเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเข้าใจอริยสัจ 4 และใช้มรรค องค์ 8 อันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ ตามหลักธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวทางไว้ในโครงการธรรมนาวา วัง โดยได้เน้นย้ำถึง ยา 2 เม็ด คือ การยึดมั่นในพระรัตนตรัย และการเฝ้ารู้เท่าทันอารมณ์ เพื่อให้น้อมนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ พัฒนาจิตใจให้เกิดความสงบสุขและความเจริญงอกงามในธรรม</p>

<p>สำหรับการจัดพิธีในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำรในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ธรรมนาวา &ldquo;วัง&rdquo; ให้แพร่หลาย ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทย และสังคมไทยโดยรวม ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมและเจริญจิตตภาวนาในหมู่พุทธศาสนิกชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงามตามหลักพระพุทธศาสนา อันเป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคีในสังคมโดยรวม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260731397635e36f62ec44b6821496af854219153807.jpg' type='image/jpg' length='220031' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เรือนจำกลางลพบุรี จัดโครงการ"ยุติธรรมรวมใจ สืบสานพระปณิธาน น้อมถวายเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" เชิญชวนข้าราชการ ประชาชน ร่วมบริจาคโลหิตเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/527391</link>
<guid isPermaLink="false">7fe05a03d7d1b33f12b0fe67ff220154</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เรือนจำกลางลพบุรี จัดโครงการ&quot;ยุติธรรมรวมใจ สืบสานพระปณิธาน น้อมถวายเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ&quot; เชิญชวนข้าราชการ ประชาชน ร่วมบริจาคโลหิตเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา</p>

<p dir="ltr">วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ อาคารหนุมาน เรือนจำกลางลพบุรี นายประยูร ศิริวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ &quot;ยุติธรรมรวมใจ สืบสานพระปณิธาน น้อมถวายเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา&quot; ภายใต้กิจกรรมการบริจาคโลหิต การให้บริการประชาชนและการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายวินัย หมวกมณี</p>

<p dir="ltr">ผู้บัญชาการเรือนจำกลางลพบุรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มณฑลทหารบกที่ 13 ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี และประชาชน เข้าร่วมพิธี โดยได้รับความร่วมมือจากภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 2 จังหวัดลพบุรีดำเนินการรับบริจาคโลหิตกิจกรรมสำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การถวายความอาลัย การบริจาคโลหิต นิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ. การให้บริการประชาชน กิจกรรมออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องราชทัณฑ์</p>

<p dir="ltr">นายประยูร ศิริวรรณ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและการหลอมรวมพลังของทุกภาคส่วนในจังหวัดลพบุรี จัดกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์ เพื่อถวายเป็นพระกุศล ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงอุทิศพระองค์ ในการปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและพัฒนาระบบงานยุติธรรมของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหยิบยื่นโอกาสการพัฒนาทักษะอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ก้าวพลาดที่กระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบดูแล ซึ่งพระกรณียกิจที่ทรงสืบสานและยังเป็นประโยชน์สุขแก่พสกนิกรไทยที่สำคัญ ได้แก่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย โครงการกำลังใจ ที่ทรงก่อตั้งโครงการขึ้นใน ปี พ.ศ. 2549 เพื่อให้ความช่วยเหลือและมอบโอกาสแก่ผู้ต้องขังหญิง โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อสร้างโอกาสในการกลับเข้าสู่สังคมหลังพ้นโทษ และ โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์จากพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของประชาชนทุกส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหรือประชาชนทั่วไป ให้มีสิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมและเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ร่วมส่ง ต่อโอกาสในการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ อันเป็นการสืบสานพระปณิธานด้านความยุติธรรมและมนุษยธรรมที่ทรง มุ่งมั่นตลอดมา</p>

<p dir="ltr">ข่าว : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260731866646858c89aee5ed5bcc8b0c944af5152933.jpg' type='image/jpg' length='166684' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ก.พลังงาน ยืนยัน ไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอรับความผันผวนตะวันออกกลาง พร้อมใช้ทุกมาตรการเพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/527327</link>
<guid isPermaLink="false">06379c156321f2bac27a4a8c135def29</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 14:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงและโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนอย่างหนักจากปัจจัยการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งราคาซื้อขายเดือนกรกฎาคมสูงขึ้นกว่าเดือนมิถุนายนเฉลี่ย 7-8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-12 ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG นำเข้าก็ปรับเพิ่มจากประมาณ 11 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 18-20 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู หรือเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 60 จากความเสี่ยงด้านอุปทานที่ต้องพึ่งพาเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซและแนวโน้มการใช้ที่เพิ่มขึ้นในฤดูหนาว อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานขอย้ำว่าไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันสำรอง ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เพียงพอต่อการใช้ในประเทศถึง 101 วัน พร้อมเตรียมมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยด้านน้ำมันยังคงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับการกำกับดูแลราคา ณ โรงกลั่น เพื่อรักษาราคาขายปลีกภายในประเทศ ส่วนด้าน LNG นำเข้าที่ส่งผลต่ออัตราค่าไฟฟ้านั้น จะใช้การบริหารจัดการด้วยการจัดหาก๊าซในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนระยะสั้นและจาก สปป.ลาว รวมถึงเพิ่มการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อลดการนำเข้า LNG ให้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงพลังงานพร้อมดำเนินทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนให้ได้มากที่สุด</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ข่าว&nbsp; ปฏิพล&nbsp; สัทธพรมมา สวท.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260731c01fd0d30fdae78a0d77160f3faacf1b143028.jpg' type='image/jpg' length='86120' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอดส์-HIV” รีเทิร์น...เมื่อ “เพศศึกษาไทย” ตกยุค?]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/527323</link>
<guid isPermaLink="false">86d7fe66089ca27114446a7bf2c38f82</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 14:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>แม้โลกทางการแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้า จนทำให้ HIV และเอดส์ กลายเป็นโรคที่รักษาและควบคุมได้ แต่ระบบสาธารณสุขไทยต้องเผชิญกับ &ldquo;สัญญาณเตือนระดับวิกฤต&rdquo; อีกครั้ง เมื่อยอดสะสมผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลจาก &ldquo;ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน&rdquo; นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดัง และเป็นเจ้าของเพจ &quot;หมอแล็บแพนด้า&quot; ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ปี 2569 ไทยติดเชื้อ HIV สะสมทะลุ 550,000 คน โดยพื้นที่ภาคกลาง พบผู้ติดเชื้อสูงสุด 2.1 แสนคน ตามมาด้วยภาคอีสาน 1.3 แสนคน ภาคเหนือ 6.7 หมื่นคน ภาคตะวันออก 6.4 หมื่นคน ภาคใต้ 5.8 หมื่นคน และภาคตะวันตก 2.4 หมื่นคน จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น ใช่เพียงสถิติทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวของการสร้างการตระหนักรู้ในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ที่ถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ปรากฏการณ์กรณีผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีจุดเริ่มต้นสำคัญจาก &ldquo;มายาคติ&rdquo; ของวัยรุ่นยุคปัจจุบัน โดยภาพจำของโรคเอดส์ที่เคยน่ากลัวถูกลบเลือนด้วยความเชื่อผิดๆ มีการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินจริง เพราะคิดว่าตนเองไม่มีทางโชคร้ายที่จะติดเชื้อแน่นอน</p>

<p>นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่า &ldquo;ติด...ก็แค่กินยา&rdquo; ส่งผลให้ละเลยเครื่องมือป้องกันพื้นฐานที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดอย่าง &ldquo;ถุงยางอนามัย&rdquo; จาก &quot;โรคที่น่ากลัว&quot; สู่ &quot;ความชะล่าใจ&quot; เพราะนับตั้งแต่ที่วงการแพทย์ ได้พัฒนายาต้านไวรัส (ART) รวมทั้งยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (PrEP) และยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ (PEP) ส่งผลให้กลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากมองว่า HIV ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตอีกต่อไป แต่เป็นเพียงโรคเรื้อรังที่กินยาก็หายหรือควบคุมได้ และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โรคร้ายนี้กลับมาระบาดหนัก มาจากระบบการสื่อสารและวิชาเพศศึกษาของไทย ที่ไม่ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง</p>

<p>ทั้งนี้ระบบการศึกษาของไทยยังคงเน้นการสอนเพศศึกษาแบบ &quot;ตักเตือนและขู่ให้กลัว&quot; ซึ่งใช้ไม่ได้ผลกับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ต้องยอมรับว่า ในสังคมไทยยังตีตราถุงยางอนามัยในเชิงลบ ส่งผลให้วัยรุ่นหลายคนรู้สึกอายเมื่อต้องซื้อถุงยางอนามัย หรือถูกคู่นอนมองว่า &quot;ไม่ไว้วางใจ&quot; หากขอให้สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ สิ่งที่น่าตกใจของการระบาดในรอบนี้ แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา เพราะเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติระบาดวิทยา พบว่า สัดส่วนของกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้น&nbsp; โดยในช่วงปี พ.ศ.2540 &ndash; 2550 กลุ่มผู้ติดเชื้อจะเป็นวัยทำงาน มีอายุระหว่าง 25&ndash;49 ปี โดยติดเชื้อจากการซื้อขายบริการทางเพศ และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน แต่ในช่วงปี พ.ศ.2568 &ndash; 2569 พบว่า กลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่มีอายุระหว่าง 15&ndash;24 ปี โดยส่วนใหญ่จะติดเชื้อจากการนัดพบกันผ่านแอปฯ ต่างๆ หรือตามสถานบันเทิง และมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ป้องกัน</p>

<p>จากตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 5.5 แสนคนในปี 2569 ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับชาติ และกำลังเป็นภัยเงียบที่กัดกินกลุ่มเยาวชนไทย การปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไร้การปฏิรูปเชิงรุก เท่ากับว่าเรากำลังแลกอนาคตและแรงขับเคลื่อนหลักของประเทศกับภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุขไทยในระยะยาว ทางออกของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การฝากความหวังไว้กับ &ldquo;ยารักษา&rdquo; เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมอย่างจริงจัง ภาครัฐและระบบสาธารณสุขจะต้องทลายกำแพงการเข้าถึงบริการ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเท่าทันยุคสมัย และเลิกสร้างตราบาปต่อเรื่องเพศ ขณะที่เยาวชนจะต้องเปลี่ยนมุมมองว่า การสวมถุงยางอนามัยและการป้องกัน ไม่ใช่เรื่องของ &ldquo;ความกลัว&rdquo; หรือ &ldquo;ความอาย&rdquo; แต่คือ &ldquo;สติและความรับผิดชอบ&rdquo; ต่อชีวิตตนเองและคู่นอน ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อหยุดระเบิดเวลาลูกนี้ ก่อนที่คำว่า &ldquo;ติด...ก็แค่กินยา&rdquo; จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพง เกินกว่าที่สังคมไทยจะจ่ายไหว.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260731672d51e6a5f2881320d9ca94c5887eff142316.jpg' type='image/jpg' length='147792' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กบง. เคาะลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร เริ่มพรุ่งนี้ ถึง 15 ส.ค. นี้ เพื่อบรรเทาภาระประชาชน]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/525199</link>
<guid isPermaLink="false">39b2361914a6fcbaba779e8b06c15ec7</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 8/2569 (ครั้งที่ 84) โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน พิจารณาสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก และต้นทุนการกลั่นในช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า ยังคงมีผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่เป็นระยะ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ที่ประชุมฯ ใช้หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมัน เชื้อเพลิง (คตร.) เคยให้ไว้ เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น โดยกำหนดสมมติฐาน ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย (เบนซินและดีเซลหมุนเร็ว) ณ เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 91.03 ล้านลิตรต่อวัน สามารถประมาณการมูลค่าของผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 1 - 15 กรกฎาคม 2569 ตามหลักการของ คตร. ได้ประมาณ 3,892 ล้านบาท นำมาช่วยเป็นส่วนลดของราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น สำหรับดีเซลหมุนเร็ว</p>

<p>ที่ประชุมฯ จึงมีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (24 กรกฎาคม 69) ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 พร้อมเห็นชอบ ร่างประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่องการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น และมอบหมายฝ่าย เลขานุการฯ ดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260723bf31574279e2718ffa95c1cae5502807145001.jpg' type='image/jpg' length='132992' />
</item>
</channel>
</rss>
