<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่นรอบรั้ว]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/index/id/495</link>
<atom:link href="https://region8.prd.go.th/th/content/category/index/id/495" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[กบง. เคาะลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร เริ่มพรุ่งนี้ ถึง 15 ส.ค. นี้ เพื่อบรรเทาภาระประชาชน]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/525199</link>
<guid isPermaLink="false">39b2361914a6fcbaba779e8b06c15ec7</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 8/2569 (ครั้งที่ 84) โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน พิจารณาสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก และต้นทุนการกลั่นในช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า ยังคงมีผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่เป็นระยะ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ที่ประชุมฯ ใช้หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมัน เชื้อเพลิง (คตร.) เคยให้ไว้ เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น โดยกำหนดสมมติฐาน ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย (เบนซินและดีเซลหมุนเร็ว) ณ เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 91.03 ล้านลิตรต่อวัน สามารถประมาณการมูลค่าของผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 1 - 15 กรกฎาคม 2569 ตามหลักการของ คตร. ได้ประมาณ 3,892 ล้านบาท นำมาช่วยเป็นส่วนลดของราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น สำหรับดีเซลหมุนเร็ว</p>

<p>ที่ประชุมฯ จึงมีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (24 กรกฎาคม 69) ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 พร้อมเห็นชอบ ร่างประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่องการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น และมอบหมายฝ่าย เลขานุการฯ ดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260723bf31574279e2718ffa95c1cae5502807145001.jpg' type='image/jpg' length='132992' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กบง. เคาะลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร เริ่มพรุ่งนี้ ถึง 15 ส.ค. นี้ เพื่อบรรเทาภาระประชาชน]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/525200</link>
<guid isPermaLink="false">419275ea8532dca997aaba08c5217ef6</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 8/2569 (ครั้งที่ 84) โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน พิจารณาสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก และต้นทุนการกลั่นในช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า ยังคงมีผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่เป็นระยะ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ที่ประชุมฯ ใช้หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมัน เชื้อเพลิง (คตร.) เคยให้ไว้ เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น โดยกำหนดสมมติฐาน ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย (เบนซินและดีเซลหมุนเร็ว) ณ เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 91.03 ล้านลิตรต่อวัน สามารถประมาณการมูลค่าของผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 1 - 15 กรกฎาคม 2569 ตามหลักการของ คตร. ได้ประมาณ 3,892 ล้านบาท นำมาช่วยเป็นส่วนลดของราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น สำหรับดีเซลหมุนเร็ว</p>

<p>ที่ประชุมฯ จึงมีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (24 กรกฎาคม 69) ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 พร้อมเห็นชอบ ร่างประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่องการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น และมอบหมายฝ่าย เลขานุการฯ ดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260723bf31574279e2718ffa95c1cae5502807145001.jpg' type='image/jpg' length='132992' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาล ย้ำ บิลค่าไฟรอบกันยายนใช้อัตราใหม่ ทุกครัวเรือนได้สิทธิไม่ต้องลงทะเบียน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ลงทะเบียนรับสิทธิช่วยค่าไฟ]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/525197</link>
<guid isPermaLink="false">5399db4df7f9e4073c26275db4fc38a0</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 14:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประชาชนยังมีความสับสนเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าไฟฟ้าและมาตรการช่วยเหลือค่าไฟของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทยขอชี้แจงว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทุกครัวเรือนได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียนและไม่ต้องผ่านแอปพลิเคชันใด ๆ ขณะที่ มาตรการช่วยเหลือค่าไฟสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงต้องลงทะเบียนกับการไฟฟ้าเพื่อรับสิทธิตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งดำเนินการตามมติ กพช. โดยจะเริ่มใช้อัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับการใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 และจะเรียกเก็บใน ใบแจ้งค่าไฟรอบเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป</p>

<p>สำหรับการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าครั้งนี้ บ้านอยู่อาศัยทุกหลังจะได้รับสิทธิ คิดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย โดยไม่ต้องลงทะเบียนหรือดำเนินการใดเพิ่มเติม ส่วนการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่หน่วยที่ 201 เป็นต้นไป จะคิดตามอัตราเดิม นอกจากนี้ ยังปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าประเภท มิเตอร์ชั่วคราว ให้เทียบเท่ากับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอีกด้วย</p>

<p>นอกจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่แล้ว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังคงได้รับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ตามมาตรการเดิม แต่ผู้มีสิทธิต้อง ลงทะเบียนกับการไฟฟ้า เพื่อรับสิทธิ โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่ วันที่ 20 กรกฎาคม &ndash; 30 กันยายน 2569</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามมติ กพช. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน PEA และ MEA จะดำเนินการแยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน คิดเป็นประมาณ 0.09 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลงโดยอัตโนมัติ</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลขอย้ำว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยครั้งนี้เป็นสิทธิของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือน ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องโหลดแอปพลิเคชัน และจะเริ่มเห็นผลในใบแจ้งค่าไฟจากการใช้ไฟเดือนสิงหาคมที่เรียกเก็บในเดือนกันยายน 2569 ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ประสงค์รับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อเดือน ขอให้ลงทะเบียนกับการไฟฟ้าภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260723b28a2fb8cdbd9c3ff9685824223b4764144625.jpg' type='image/jpg' length='126233' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กระทรวงพลังงาน ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทลายเครือข่ายผู้ค้าน้ำมันคนกลางรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หลังพบพฤติกรรมเปิดร้านทำเล็บบังหน้า]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/525193</link>
<guid isPermaLink="false">39a549e878a49348e94f03a87cf85461</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 14:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้บูรณาการร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัด และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB ตรวจสอบการซื้อขายน้ำมันที่มีความผิดปกติจากการลงพื้นที่ขยายผลและตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง พบผู้ค้าน้ำมันคนกลาง หรือ Jobber รายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หลีกเลี่ยงการรายงานข้อมูลตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยจัดตั้งบริษัทนายหน้าและใช้ร้านทำเล็บเป็นสถานประกอบการบังหน้า เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ นอกจากนี้ จากการตรวจสอบใบกำกับการขนส่งและระบบ GPS พบความผิดปกติของเอกสาร 34 ใบ สถานีบริการปลายทางในหลายพื้นที่ไม่ได้รับน้ำมันตามที่ระบุ และบางจุดหมายปลายทางเป็นเพียงที่ดินรกร้าง ส่งผลให้น้ำมันสูญหายออกจากระบบรวมกว่า 800,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 28 ล้านบาท เบื้องต้น กระทรวงพลังงานได้ประสาน CIB, กรมสรรพากร, กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและประมวลกฎหมายอาญา พร้อมขยายผลตรวจสอบภาษีและการส่งออกผิดกฎหมาย เพื่อยกระดับมาตรการปราบปรามและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเด็ดขาด</p>

<p>ข่าว&nbsp; นภสร แก้วคำ สวท.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/202607236e39ca07e01bbb29cd1dfb87a0dabd7c144235.jpg' type='image/jpg' length='72390' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บช.ก. จ่อขอหมายจับ "ตัวการใหญ่" ขบวนการโกงข้อสอบ ขยายผลมุ่งเป้า 2 รายตำแหน่งสูงกว่า "นายพิชิต"]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/524344</link>
<guid isPermaLink="false">8aa403432e011027b76183ccf0b40ef3</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 14:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ความคืบหน้าการดำเนินคดีขบวนการ &quot;ทุจริตสอบท้องถิ่น&quot; ล่าสุดแหล่งข่าวระดับสูงในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดและรอบคอบ ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมร่วมในวันพรุ่งนี้ (22 ก.ค.) เพื่อประเมินความเพียงพอของพยานหลักฐานในคดี โดยหากพยานหลักฐานมีความครบถ้วนแน่นหนา เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมทันที</p>

<p>การดำเนินงานของชุดสืบสวน บช.ก. ในขณะนี้ มุ่งเน้นการขยายผลไปที่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญหรือเป็นตัวการใหญ่ของขบวนการ โดยมีเป้าหมายสำคัญจำนวน 2 ราย ซึ่งดำรงตำแหน่งสูงกว่า &quot;นายพิชิต&quot; ทั้งนี้ การดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานที่รัดกุมเป็นพิเศษเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างรอบคอบและสามารถรองรับการพิจารณาในชั้นศาลได้ ซึ่งหากพยานหลักฐานเชื่อมโยงได้อย่างชัดเจน มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการจับกุมเพิ่มเติมทันที แต่หากหลักฐานยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ชัดเจน พนักงานสอบสวนจะรวบรวมสำนวนทั้งหมดส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป</p>

<p>ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหากลุ่มเดิมจำนวน 11 ราย ทุกรายให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี และสามารถเรียกตัวมาสอบสวนได้ตลอดเวลา ซึ่งในส่วนของคดีกลุ่มดังกล่าว พนักงานสอบสวนได้ทำการรวบรวมสำนวนและส่งมอบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>

<p>ข่าว nbt</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/202607210c767c8985bbfe6167a0de2b0bda9281144428.jpg' type='image/jpg' length='102905' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ไฟเขียวงบกลาง 843 ล้านบาท ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดภาคใต้]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/524343</link>
<guid isPermaLink="false">4964b0c38b8ae04cf41ecd2356c98d0b</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 14:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน&nbsp; 843.26 ล้านบาท ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2568&nbsp; ที่ผ่านมา</p>

<p>ทั้งนี้ โครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูฯ ดังกล่าว จะดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้งสิ้น 67 รายการ เช่น ซ่อมแซมคลองระบายน้ำ ร.1 จังหวัดสงขลา ซ่อมแซมคลองระเกดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสตูล ขุดลอกคลองโดยรถขุดจ้างเหมา ข้างคลองระบายน้ำ D7 อำเมือง จังหวัดยะลา ซ่อมแซมคันคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาเป็นช่วง ๆ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี และ ซ่อมแซมระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ โครงการอาคารบังคับน้ำบ้านกาเยาะมาตี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น</p>

<p>&ldquo;ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้งบประมาณดังกล่าว ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เร่งดำเนินการซ่อมแซมและฟื้นฟูให้สำเร็จโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่า และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ&rdquo; นางสาวรัชดาระบุ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/202607211619aa11131a794fee35d460f0d57495144314.jpg' type='image/jpg' length='177296' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.เห็นชอบให้วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย และวันหยุดราชการประจำปี แชร์]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/524339</link>
<guid isPermaLink="false">d70aded59ed6b89b6512205f90ce8ca6</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 14:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นวันแม่แห่งชาติ โดยให้เป็นวันหยุดราชการต่อไป<br />
&nbsp;<br />
อันเนื่องมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ยังความเศร้าสลดอย่างยิ่งใหญ่มาสู่พสกนิกรชาวไทย และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมา ปวงชนชาวไทยทั้งปวงจึงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและตระหนักถึงวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง &nbsp;กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเห็นสมควรกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการประจำปี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/202607216cf592d7d5b3b52ff7160332c645e054144013.jpg' type='image/jpg' length='92976' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการขนส่งทางบก ออกประกาศกำหนดรถบรรทุกยกเท ต้องติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือน “กระบะยกดัมพ์” เพื่อความปลอดภัย ดีเดย์ 1 ต.ค. 69]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/523090</link>
<guid isPermaLink="false">1a06d059ffc68ab516170fd167df56a9</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 14:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่รถบรรทุกยกเท (รถดัมพ์)กระบะยกขึ้นขณะขับขี่โดยที่คนขับรถไม่รู้ตัวอาจเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน กระทรวงคมนาคมภายใต้การนำของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีนโยบายมุ่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถบรรทุก</p>

<p>โดยกรมการขนส่งทางบกในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล จึงได้ออกประกาศกรมฯ เรื่อง กำหนดลักษณะและมาตรฐานของตัวถังส่วนที่บรรทุกของรถที่มีตัวถังส่วนที่บรรทุกเป็นแบบยกเทได้ของรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก พ.ศ. 2569 เพื่อกำหนดให้รถบรรทุกยกเท รวมถึงรถลากจูง รถพ่วง หรือรถกึ่งพ่วงที่มีตัวถังแบบยกเทได้ ต้องติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือน &ldquo;กระบะยกดัมพ์&rdquo; โดยประกอบไปด้วยสัญญาณเสียงและสัญญาณแสง (สีแดงหรือสีเหลืองอำพัน) ในห้องผู้ขับรถ เพื่อให้รับรู้ได้เมื่อกระบะบรรทุกมีการยกตัวขึ้น เป็นการป้องกันความผิดพลาดของผู้ขับรถลืมลดกระบะดัมพ์ลงให้สนิท หรือลืมปลดเกียร์ฝาก (Power Take-Off : PTO) ก่อนออกรถ</p>

<p>นอกจากนี้ การติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวต้องสามารถครอบคลุมการตรวจสอบการยกดัมพ์ทั้งคันที่ใช้ลากจูงและคันที่ถูกลากจูง โดยไม่กระทบกับระบบการทำงานเดิมของรถ</p>

<p>สำหรับการบังคับใช้ประกาศดังกล่าว กรณีรถจดทะเบียนใหม่ (รวมถึงรถเคยจดทะเบียนแล้วนำมาจดทะเบียนใหม่) จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ในส่วนของรถที่จดทะเบียนไว้แล้วก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2570 และจะมีผลครอบคลุมรถบรรทุกยกเททั้งหมดภายในวันที่ 1 มกราคม 2571</p>

<p>ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบกกำชับให้ผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกยกเทที่มีลักษณะตามประกาศดังกล่าว ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือน &ldquo;กระบะยกดัมพ์&rdquo; ตามกำหนดเวลาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด อันจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างยั่งยืนต่อไป</p>

<p dir="ltr">&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/202607174d9d1ca69808df7058129e8181f72dde141943.jpg' type='image/jpg' length='117081' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันแรกประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองตราดบางคนยืนยันสิทธิผ่านและไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/523077</link>
<guid isPermaLink="false">5cb34af2273b05d9389adea6bf8fc368</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 14:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ตามที่กระทรวงการคลัง ได้มีการประกาศผลผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ภายหลังจากเปิดให้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิเมื่อวันที่ 4-21 มิถุนายน ที่ผ่านมา กลุ่มที่ 1 ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) รายเดิม กลุ่มที่ 2 ผู้ไม่มีบัตรฯ ตามฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (มท.) และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO &ndash; LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกลุ่มที่ 3 ผู้ไม่มีบัตรฯ ที่ มท. ได้สำรวจพบเพิ่มเติมในช่วงการลงทะเบียนรายการปรับปรุงกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ ปี 2569</p>

<p>โดยวันนี้ (17 ก.ค. 69) เป็นวันแรกประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ตรวจสอบคุณสมบัติว่าผ่านและไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองตราดบางคนตรวจสอบคุณสมบัติยืนยันสิทธิผ่านและบางคนก็ผิดหวัง ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สำหรับ ผู้ลงทะเบียนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถขอทบทวนสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ ดำเนินการอุทธรณ์ทบทวนสิทธิ</p>

<p>สำหรับ ขั้นตอนการทบทวนสิทธิ ผ่านเว็บไซต์โครงการ https://welfare.mof.go.th หรือ <a href="https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th">https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</a>&nbsp;ตั้งแต่วันที่ 17 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.00 &ndash; 23.00 น.</p>

<p>ช่องทางการยื่นทบทวนสิทธิ ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่</p>

<p>- หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)</p>

<p>- เว็บไซต์โครงการ</p>

<p>- แอปพลิเคชัน เป๋าตัง</p>

<p>- แอปพลิเคชัน ทางรัฐ</p>

<p>ได้ตั้งแต่วันที่ 17 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569</p>

<p>กรณีมีแก้ไขเอกสาร ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติในเวลาทำการ สามารถศึกษาขั้นตอนการตรวจสอบผลฯ ช่องทางอื่นๆ ได้ที่ช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังเท่านั้น/&hellip;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260717e16dcddbdbe2c40cb49517872b2e9924140658.jpg' type='image/jpg' length='142093' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน ก่อนเดินหน้า FTA ไทย-อียู สิ้นปี 2569 เพื่อผลักดันการค้าเติบโต ขณะที่การเดินหน้าเป็นสมาชิก OECD ยืนยัน ดำเนินการเต็มที่ เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆให้ประเทศ]]></title>
<link>https://region8.prd.go.th/th/content/category/detail/id/495/iid/522641</link>
<guid isPermaLink="false">ee6327581e9d255119c2936982735469</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 13:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (European Association for Business and Commerce: EABC) พร้อมคณะผู้แทนภาคธุรกิจจากสหภาพยุโรป เข้าพบเพื่อหารือด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กลุ่มนักธุรกิจจากสหภาพยุโรปได้ยืนยันถึงความตั้งใจ ที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทย พร้อมชื่นชมการดำเนินงานของรัฐบาลไทยที่รับฟังข้อเสนอแนะและตอบสนองต่อภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้พบปะหารือกันหลายครั้งในเวทีระหว่างประเทศ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ไทยได้ยืนยันความพร้อมด้านการลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต รวมถึงขอให้ภาคธุรกิจยุโรปสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) ในช่วงโค้งสุดท้าย โดยตั้งเป้าปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปี 2569</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การเจรจามีความล่าช้าในช่วงท้าย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีประเด็นที่เห็นต่างและต้องร่วมกันหาทางออก เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน เพราะหากการเจรจา FTA สำเร็จ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และผู้ประกอบการไทยจะสามารถส่งออกสินค้าไปยังยุโรปได้โดยไม่มีกำแพงภาษีเป็นอุปสรรค</p>

<p>ผู้สื่อข่าวถามว่า ไทยยังมีอุปสรรคอะไรในการเจรจาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี บอกว่า ประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องวัตถุดิบและภาคการเกษตร ซึ่งรัฐบาลต้องดำเนินการในลักษณะ &ldquo;บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น&rdquo; เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทุกฝ่าย</p>

<p>ส่วนการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD นายกรัฐมนตรี บอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหัวข้อที่มีการหารือในทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศหรือการต้อนรับผู้นำจากต่างประเทศ ทั้งในเอเชียและยุโรปโดยผู้นำหลายประเทศยืนยันว่า จะสนับสนุนประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD</p>

<p>ทั้งนี้ การเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทย ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการยกระดับมาตรฐานประเทศ ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้เกิด &ldquo;พลัส พลัส พลัส&rdquo; ทั้งการผลักดัน FTA การดึงดูดการลงทุน และการเดินหน้าโครงการ Thailand Fast Pass เพื่อเร่งรัดการลงทุนในภาครัฐ</p>

<p>ขณะที่ความมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ภายในปี 2571 หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี บอกว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ แม้ผลสุดท้ายจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ก็ตาม เพราะผู้พิจารณาไม่ใช่รัฐบาลไทย แต่รัฐบาลจะจัดทำข้อมูล เอกสาร และรายละเอียดการดำเนินงานต่างๆ ให้ครบถ้วนที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และความต้องการของคณะกรรมการผู้พิจารณา</p>

<p>ข่าว วรภัทร ภัททิยากุล&nbsp; Nbt</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region8.prd.go.th/th/file/get/file/20260716f4a286169a4344a9d460c7e777075504134803.jpg' type='image/jpg' length='108246' />
</item>
</channel>
</rss>
